25 สิ่งที่บอกว่าคุณกำลังประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว (เพียงแต่คุณไม่รู้ตัว)

การประสบความสำเร็จในชีวิตคืออะไร? สำหรับหลายๆ คนคือการเป็นเจ้าของกิจการ บางคนได้เป็นผู้บริหารให้บริษัทขนาดใหญ่ บางคนคือการได้โล่ห์รางวัลจากเวทีประกวดระดับโลก ฯลฯ เฮลสเตอร์เชื่อว่าแต่ละคนล้วนมี “เส้นชัย” ที่วางเอาไว้ให้ตัวเองซึ่งก็แตกต่างกันออกไป แต่เป้าหมายหลายๆ อย่างนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะไปถึงกันได้ง่ายๆ และไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถทำได้

แล้วถ้าเราไปไม่ถึงฝัน ไม่ถึงสิ่งที่เราหวังไว้ แปลว่าเราล้มเหลวหรือ? บางทีมันอาจจะไม่ใช่อย่างนั้นเสียทีเดียว การบอกว่า “ประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิต” อาจจะไม่ใช่การไปถึงเป้าหมายที่เราวางไว้เพียงอย่างเดียว แต่อาจจะเป็นการที่เราได้ใช้ชีวิตในทุกๆ วันอย่าง “สำเร็จ” อยู่เหมือนกัน

เฮลสเตอร์ได้อ่านบล็อกของ MindBodyGreen ซึ่งว่าด้วยเรื่องสิ่งเล็กๆ (จริงหรือเปล่า?) ในชีวิตที่เราอาจจะมองข้ามมันไปแต่จริงๆ แล้วมันคือตัวบอกว่าตอนนี้เรามีชีวิตที่ “สำเร็จ” อยู่แล้ว ซึ่ง Shannon Kaiser ก็ลิสต์มาเป็น 25 สิ่งซึ่งเฮลสเตอร์เองก็รู้สึกชอบมาก เลยขอหยิบเอามาขยายและเล่าต่อแบ่งปันกันนะคะ

mar 18

1. คุณกับคู่รักของคุณทะเลาะกันน้อยกว่าที่เป็น
การมีความสัมพันธ์กับคนรักนั้น มักตามมาด้วยความขัดแย้ง การทะเลาะ การผิดใจกัน และเราก็ต้องยอมรับว่าหลายๆ มันบั่นทอนชีวิตของเราอยู่พอสมควร ลองไปดูบรรดาคนที่ทะเลาะกับแฟนหรือกำลังดราม่ากับคนรักสิคะ เรารู้สึกเลยว่าชีวิตมันย่ำแย่เอามาทีเดียวทั้งที่จริงๆ การมีความรักน่าจะเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ ทุกคนก็ต้องเคยมีช่วงเวลาดังกล่าวที่รู้สึกเหนื่อยกับปัญหา มันทำให้อะไรรอบข้างก็ดูแย่ไปเสียหมด แต่พอเราเริ่มปรับกันให้ลงตัว  และพยายามมีความสุขกับชีวิตที่เรามี ยอมรับเลยว่ามันเป็นชีวิตที่มีความสุขมากๆ (แม้ว่าหลายๆ อย่างอาจจะไม่สมบูรณ์พร้อมหรือน้อยกว่าคนอื่นๆก็ตาม) เช่นกันค่ะ การที่คุณสามารถประครองความสัมพันธ์ของคุณให้ไม่ต้องทะเลาะกัน มีความสุขด้วยกัน มันก็ดีแค่ไหนแล้วล่ะค่ะ

2. คุณไม่ต้องมีเงินมากมาย แต่คุณก็สามารถมีชีวิตที่ “ร่ำรวย” ได้
คำว่า “รวย” สำหรับหลายๆ คนคือการมีเงินมากมาย มีบัญชีหลายสิบล้าน ร้อยล้าน พันล้าน แต่การบอกว่าใช้ชีวิตแบบ “ร่ำรวย” อาจจะไม่ต้องใช้เงินมากขนาดนั้นก็ได้ ลองคิดกลับว่าถ้าคุณไม่ได้รวยมาก การที่คุณสามารถกินอาหารดีๆ ในร้านอาหารกลางๆ แทนที่จะต้องกินอาหารข้างทาง คุณสามารถหาเสื้อผ้าดีๆ ใส่ได้แม้ว่าจะไม่ใช่แบรนด์เนมดังแต่ก็ดีกว่าใส่เสื้อผ้าขาดๆ เปื่อยๆ มันก็ดีแค่ไหนแล้ว การตีความของคำว่า “ชีวิตร่ำรวย” ไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณมีเงินเท่าไร แต่มันอยู่ที่คุณใช้เงินอย่างไร และคุณรู้สึกกับมันแค่ไหน แม้คุณจะไม่ได้มีเงินพันๆ ล้าน แต่คุณก็สามารถใช้ชีวิตแบบ “ร่ำรวย” ในแบบของคุณได้จริงไหม?

3. คุณไม่กลัวกับการที่จะขอความช่วยเหลือจากคนอื่น
สำหรับหลายๆ คน การเอ่ยปากขอความช่วยเหลือเป็นเรื่องที่หนักปากเอามากๆ ส่วนหนึ่งเพราะบางคนมีความคิดว่าตัวเองดีเลิศ สมบูรณ์แล้ว การขอความช่วยเหลือเป็นเหมือนกับการบอกว่าตัวเองพ่ายแพ้ แย่ ฯลฯ ทั้งที่จริงๆ แล้วมนุษย์เราก็ไม่มีใครสมบูรณ์พร้อมไปหมดทุกอย่าง การที่คุณยอมรับว่าตัวเองมีปัญหาและแก้ไขเองไม่ได้ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีที่ทำให้คุณได้เผชิญหน้ากับความจริงของตัวเองแทนที่จะทนฝืนและหลับหูหลับตาหลอกตัวเองไปเรื่อยๆ ฉะนั้นอย่ากลัวที่ตัวเองจะมีปัญหา (เพราะมันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว) และถ้าคุณแก้ไม่ได้ คุณก็ควรกล้าจะยกมือบอกคนอื่นๆ

4. คุณมีที่อยู่ที่เป็น “บ้าน”
หลายคนมีบ้าน แต่ไม่ได้รู้สึกว่าเป็น “บ้าน” อย่างที่มันควรจะเป็น ทั้งนี้เพราะตัวบ้านกับความรู้สึกของความเป็นบ้านเป็นคนละเรื่องกัน ฉะนั้นแล้ว ถ้าเมื่อไรก็ตามที่คุณรู้สึกว่าบ้านที่คุณอยู่มันเป็น “บ้าน” จริงๆ แล้วก็ล่ะก็ ควรดีใจไว้เถอะค่ะเพราะคนจำนวนไม่น้อยไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นเลย

5. คุณยกมาตรฐานของคุณให้สูงขึ้น
สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนเราไม่ได้ก้าวไปไหน คือการย่ำอยู่บนความสำเร็จหรือกรอบเดิมๆ ที่ตัวเองวางไว้ ประมาณว่าตัวเองทำได้เท่านี้ดีแล้ว ก็จะทำแบบนั้นต่อไปโดยวางไว้ว่านั่นคือมาตรฐานการทำงานของตัวเอง แต่คนที่ประสบความสำเร็จมักจะมีการประเมินและยกมาตรฐานของตัวเองอยู่เรื่อยๆ ทั้งนี้เพราะการยกมาตรฐานตัวเองนั้นจะทำให้พวกเขาได้มีโอกาสในการพัฒนาความสามารถอยู่เสมอนั่นเอง

6. คุณปล่อยมือจากสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกไม่ดี
วิธีการเดียวที่จะทำให้ความทุกข์หลุดออกจากตัวคุณได้ก็คือการปล่อยมันไป เพราะเอาจริงๆ ที่คุณยังทุกข์อยู่นั้นก็เพราะคุณยังยึดติดกับมัน ยังไม่ปล่อยมันออกจากความคิดของตัวเอง มันเหมือนกับเรื่องเล่าที่เฮลสเตอร์ชอบมาก ถ้าคุณกำดินสอแล้วยกขึ้น คว่ำมือลง จะมีวิธีไหนบ้างที่คุณจะให้ดินสอออกจากมือ? มันก็คือแค่การที่คุณแบมือออกนั่นแหละ ดินสอก็จะตกไปจากมือคุณแล้ว ความทุกข์และเรื่องราวไม่ดีต่างๆ มันก็เหมือนดินสอในมือคุณค่ะ ที่มันยังอยู่ในมือคุณก็เพราะคุณกำมันไว้ ไม่ยอมปล่อยเสียที การที่คุณกล้าจะปล่อยมือจากมันก็จะทำให้ชีวิตคุณหลุดจากบ่วงความทุกข์เดิมๆ ไป ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่แสนดีเลยใช่ไหมล่ะคะ

7. คุณมีช่วงเวลาดีๆ ให้คุณได้ชื่นชมเวลามองตัวเองในกระจก
อะไรจะดีไปกว่าการที่คุณสามารถมองตัวแล้วชื่นชมกับตัวคุณเอง (แต่ไม่ใช่หลงตัวเองนะ) เพราะมันคือการที่คุณมองเห็นคุณค่าในตัวคุณเอง รู้สึกได้ว่าชีวิตของคุณมีความงดงามในแบบที่คุณตัวเองรู้สึกได้โดยไม่ต้องรอให้คนอื่นมาตัดสิน การเริ่มยิ้มให้กับตัวเอง ภูมิใจกับตัวเอง เป็นความสำเร็จที่คุณสร้างได้ด้วยตัวเองที่สำคัญมากๆ ถ้าคุณทำได้วันนี้ ก็เป็นเรื่องน่ายินดีมากๆ เลยล่ะค่ะ(แต่ก็ยังย้ำนะฮะว่ามันต่างจากการหลงตัวเองนะคะ)

8. คุณลดการตั้งอคติและมองหาการคิดแง่บวก
การตั้งอคติเป็นธรรมชาติของคนจำนวนมาก (เฮลสเตอร์เองก็ยังเป็นๆ เลยในบางครั้ง) เช่นเดียวกับการชอบวิจารณ์ต่างๆ นานาโดยไม่รู้ตัว หลายๆ ทีมันนำไปสู่การตั้งทัศนคติแง่ลบให้กับทุกๆ อย่างรอบตัวคุณซึ่งมันจะแย่มากหากเกิดเป็นนิสัยประจำตัว แน่นอนว่าถ้าคุณรู้ตัวและพยายามเลิกนิสัยนั้นพร้อมกับเปิดใจมองทุกอย่างไปในแง่บวกมากขึ้น มันก็เป็นความสำเร็จที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เพราะมันจะทำให้ชีวิตของคุณเป็นแง่บวกมากกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ

9. คุณเรียนรู้และยอมรับได้ว่าความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาตัวเอง
เราพูดกันเสมอๆ ว่าความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในอนาคต คนที่เก่งคือคนที่เรียนรู้จากความผิดพลาด แต่ในความเป็นจริงน้อยคนจะยอมรับและเข้าใจเรื่องนี้จริงๆ เพราะคนส่วนมากจะเลือกจมอยู่กับความผิด บ้างก็ไม่ยอมรับความผิดพลาดนั้น ทั้งที่จริงๆ แล้วถ้าคุณเปิดใจยอมรับมัน คุณก็จะประสบความสำเร็จในการมีวัตถุดิบและบทเรียนชีวิตชั้นดีอยู่ในมือเลยล่ะค่ะ

10. คุณมีคนที่คอยสนับสนุนคุณในทุกๆ เรื่อง
การมีกัลยาณมิตรเป็นทรัพย์ประเสริฐที่มีเงินมากมายก็ยังหาซื้อกันไม่ได้ ยิ่งการมีคนที่คุณสามารถพึ่งพาเขาได้ในยามยาก มีคนที่คุณรู้ว่าเขาจะสามาถช่วยคุณได้ในทุกๆ เรื่อง พร้อมจะทำทุกๆ อย่างเพื่อคุณ (แต่อาจจะไม่ต้องเป็นคนๆ เดียวก็ได้นะ) มันก็ถือว่าเป็นอะไรที่สุดจะประเสริฐในชีวิตแล้ว

11. คุณได้ยิน “ฉันรักคุณ” อยู่บ่อยๆ จากเพื่อนและคนรัก
หลายคนอาจจะบอกว่าการพูดบ่อยๆ มันเป็นเรื่องเฝือ หรือพูดจนไร้ความหมาย แต่อันที่จริงแล้ว ถ้าคนที่เขาแคร์คุณและจริงจังกับคุณ แม้ว่าเขาจะพูดบ่อยแค่ไหนมันก็มีความหมายในทุกๆ ครั้งที่พูดนั่นแหละ ฉะนั้นยิ่งถ้าคนที่คุณรัก คนที่คุณแคร์เขาพูดกับคุณบ่อยๆ นั้น มันก็เป็นเรื่องที่ดีเอามากๆ ซึ่งน้อยคนจะมีโมเมนต์แบบนั้น

12. คุณรับได้ในสิ่งที่คุณเปลี่ยนแปลงไม่ได้ และคุณเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่คุณรับไม่ได้
จริงอยู่ว่าคนเรามีความสามารถและทางเลือกมากมาย แต่ไม่ใช่ว่าคุณจะจัดการได้ทุกสิ่ง การที่คุณเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่นอกเหนือการควบคุมของคุณและยอมรับมันได้ ก็คือความสำเร็จอย่างหนึ่งของคุณแล้ว เช่นเดียวกับการที่คุณรู้ว่าอะไรที่คุณสามารถเลือกและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ยอมแพ้กับสิ่งที่คุณไม่ต้องการ หากมันสามารถทำได้ คุณสามารถแก้ไขมันได้ มันก็จะดีถ้าคุณเลือกจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงมันแทนที่จะทนอยู่กับสิ่งที่คุณยอมรับไม่ได้

13. คุณไม่เอาแต่บ่นแต่สนใจว่าอะไรคือวิธีแก้ปัญหา
ทุกๆ วันเราล้วนเจอแต่ปัญหามากมาย สิ่งแรกที่เรามักทำกันคือการบ่นระบายอารมณ์ออกมา แต่มีไม่กี่คนจะพยายามคิดหาวิธีแก้ไข หาคำตอบในสิ่งที่จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น การที่คุณตั้งทัศนคติที่จะพยายามหาทางแก้ไขมันก็ถือเป็นความสำเร็จอีกอย่างหนึ่งของชีวิตแล้ว เพราะนั่นคือทัศนคติเริ่มต้นของคนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตได้นั่นเอง

14. คุณไม่โทษพ่อแม่ แต่ยอมรับในสิ่งที่พวกเขาเป็น
คนจำนวนมากมักบ่นถึงความ “ไม่สมบูรณ์” ของพ่อแม่ตัวเอง บ้างก็บอกว่าขี้บ่น บ้างก็บอกว่าไม่รู้เรื่อง ไม่ทันโลก หัวเก่า ฯลฯ แต่คุณต้องรู้ว่าคุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้หรอก (ย้อนกลับไปข้อ 12) ฉะนั้นคุณต้องรู้จักยอมรับกับสิ่งที่มันเป็น เราเองก็ต้องยอมรับว่าสมัยก่อนก็มักหงุดหงิดกับหลายๆ เรื่องของพ่อแม่ (เมื่อไปเทียบกับพ่อแม่เพื่อนบางคน) แต่ถึงจุดหนึ่งเรามามองย้อนกลับไป พวกเขาก็เป็นคนที่เรามาด้วยทั้งชีวิต แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้ดีเลิศสมบูรณ์ 100% แม้หลายๆ อย่างอาจจะไม่ได้ดั่งใจ แต่นั่นก็ดีเสียกว่าไม่มีพวกเขา พอคิดได้แบบนี้แล้ว คุณก็จะรู้สึกว่าครอบครัวของคุณมีดีกว่าเดิมเยอะเลย

15. คุณหยุดแคร์ว่าคนอื่นจะพูดถึงคุณอย่างไร
คนทั่วไปมักพยายามเช็คตัวเองกับคนอื่นเพราะกลัวว่าตัวเองจะถูกมองไม่ดีจากคนนั้นคนนี้ และนั่นทำให้ชีวิตคุณต้องไปติดกับอะไรหลายๆ อย่างโดยไม่จำเป็น แต่เมื่อไรก็ตามที่คุณสามารถสลัดความคิดและการแคร์คนอื่นมากเกินไปออกได้แล้ว คุณจะรู้สึกว่าชีวิตคุณดีขึ้นเยอะมาก (และเชื่อเถอะว่าหลายๆ คนยังทำไม่ได้) ฉะนั้นถ้าคุณสามารถเลิกคิดเรื่องว่าคนอื่นจะมองคุณอย่างไรได้แล้ว ก็คงต้องขอยินดีด้วยค่ะ (แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าเลิกแคร์ไปทุกอย่างแล้วทำอะไรก็ได้)

16. คุณยินดีกับคนรักเก่าของคุณเมื่อเขามีชีวิตต่อได้ด้วยดี
หนึ่งในความยิ่งใหญ่ของจิตใจมนุษย์คือการให้อภัยและการยินดีกับคนอื่นที่แม้ว่าจะมีอดีตที่ไม่ได้ดีนักกับเรา คนส่วนใหญ่มักจบความสัมพันธ์ด้วยน้ำตาและความทรงจำแย่ๆ แน่นอนว่าถ้าคุณสามารถมองมันด้วยความรู้สึกให้อภัย ทำให้อดีตคนรักกลายเป็นคนที่คุณรู้สึกปรารถนาดี ยินดีกับเขา มันจะเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมเอามากๆ เลยทีเดียว

17. คุณยินดีกับความสำเร็จของคนอื่น
เมื่อเราได้ข่าวความสำเร็จจากคนอื่น หลายๆ ครั้ง (และหลายๆ คน) มักจะเกิดความรู้สึกอิจฉาหรืออคติขึ้นมา ทั้งนี้บ้างก็เพราะความรู้สึกอยากเป็นอย่างนั้นบ้าง บ้างก็เพราะรู้สึกอคติกับคนที่ได้รับรางวัลนั้นๆ มันคงจะดีไม่น้อยถ้าคุณสามารถพลิกความคิดและยินดีกับพวกเขาอย่างจริงใจได้ไม่ว่าเขาจะเคยมีประสบการณ์แบบไหนกับคุณมา เพราะทุกความสำเร็จก็ต้องมีเหตุผลและการทำอะไรบางอย่างของเขา ซึ่งมันก็ย่อมมีเรื่องที่น่าชื่นชม (บ้าง) อยู่ในนั้น

18. คุณปล่อยให้ตัวเองสามารถมีความรู้สึกกับเรื่องต่างๆ และพร้อมจะแชร์กับผู้อื่น
สมัยเด็กๆ เรามักได้ยินคนพูดบ่อยๆ ว่าคนเราต้องแข็งแกร่ง ต้องไม่รู้สึกอ่อนไหวกับเรื่องต่างๆ ซึ่งพอไปๆ มาๆ มันกลายเป็นว่าหลายๆ คนกับกระด้างทางความรู้สึกประเภทมีอะไรก็ไม่ยอมรู้สึกเพราะจะมองว่าตัวเองอ่อนแอ อันที่จริงการที่คุณรู้สึกละเอียดอ่อน อ่อนไหว ฯลฯ ไม่ได้แปลว่าคุณอ่อนแอแต่อย่างใด แต่ในความจริงมันคือการบอกด้วยซ้ำว่าคุณคือคนที่มองเห็นและรู้สึกถึงความงามของชีวิตได้อย่างดี มนุษย์เรามีความน่าอัศจรรย์ในเรื่องความรู้สึกและเราก็ควรจะซาบซึ้งไปกับมัน และแน่นอนว่าการที่คุณสามารถส่งต่อความรู้สึกให้กับคนอื่นได้ มันก็ยิ่งเหมือนกับการแบ่งปันความงามที่คุณเห็นให้กับผู้อื่น

19. คุณหลงใหลในสิ่งที่คุณกำลังวิ่งไล่ตาม
คนจำนวนมากไม่เคยรู้ว่าตัวเองหลงใหลอะไร ในขณะที่คนบางกลุ่มรู้ว่าตัวเองชอบอะไรแต่ไม่ได้กำลังไล่ตามสิ่งเหล่านั้น การที่คุณรู้ตัวว่าตัวคุณชื่นชอบอะไร มีความสุขกับอะไร และกำลังใช้ชีวิตโดยการไล่ล่าความฝัน ความหวัง และเป้าหมายเหล่านั้นมันก็ดีมากแล้ว แม้ว่าวันนี้คุณจะยังไม่ถึงฝัน แต่รู้ไว้เถอะว่าคุณได้ประสบความสำเร็จในการหาความหมายของชีวิตคุณไปแล้ว

20. คุณสามารถรับคำตำหนิได้โดยไม่ปฏิเสธ
คนทั่วไปมักจะรับแต่คำชมและปฏิเสธการตำหนิ บ้างก็พยายามบ่ายเบี่ยงหรือหาเหตุผลแก้ตัว จริงอยู่ว่าไม่ใช่ทุกคำตำหนิที่จะเป็นการติเพื่อก่อ แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะบอกให้คุณปฏิเสธคำวิจารณ์ เพราะมันเหมือนกับการที่คุณหลีกหนีความจริงของตัวคุณเองอยู่ การเผชิญหน้ากับสิ่งร้ายๆ และรับฟังมันได้ (โดยไม่ได้ฝืนหรือจำใจ) ก็ถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่ยอดเยี่ยมแล้ว

21. คุณมีสิ่งที่คุณตั้งเป็นเป้าหมายในวันข้างหน้า
ไม่ใช่ทุกคนที่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร หลายๆ คนทำงานไปวันๆ เพื่อรับเงินเดือนและใช้ชีวิตสนุกตามกาลเวลา แต่คนที่ประสบความสำเร็จมักจะมีภาพที่ชัดเจนว่าอนาคตเขาจะเป็นอะไร อะไรคือสิ่งที่เขาอยากจะไปให้ถึง แม้วันนี้อาจจะยังไม่ได้ไปถึงตรงนั้น แต่การที่คุณรู้ว่าคุณกำลังวิ่งไปไหน มันก็คือความสำเร็จในการสร้างส่วนหนึ่งของการไปสู่ความสำเร็จของอนาคต

22. คุณได้ทำเป้าหมายบางอย่างให้เป็นจริงได้แล้ว
ไม่ต้องรอเป้าหมายใหญ่ๆ ในอนาคตให้เป็นจริงแล้วจะบอกว่าคุณประสบความสำเร็จ เพราะที่ผ่านมาในชีวิตของคุณ คุณก็มีเป้าหมายหลายๆ อย่างที่ทำสำเร็จไปแล้ว เช่น สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้สำเร็จ เรียนจบ มีงานทำ ซื้อของที่คุณอยากได้ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนคือเป้าหมายในชีวิตประจำวันของคุณและคุณก็ได้พยายามจนทำให้มันเป็นจริงไปแล้ว (จะยากบ้างง่ายบ้างก็ว่ากันไป) ฉะนั้น อย่ามองว่าชีวิคุณล้มเหลวหรือยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะจริงๆ คุณทำมันสำเร็จไปแล้วแถมหลายอย่างด้วยซ้ำ

23. คุณมีความรู้สึกร่วมกับผู้อื่น
คนทั่วไปมักสนใจแต่ความรู้สึกของตัวเอง แต่น้อยคนที่จะเข้าใจและรู้สึกเชื่อมกับคนอื่นๆ ว่าเขาคิดอะไร การที่คุณเข้าใจผู้อื่นคือสิ่งสำคัญที่ทำให้คุณได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ นอกจากนี้แล้วยิ่งคุณเข้าใจความรู้สึกผู้อื่น มันก็ยิ่งเป็นการขัดเกลาจิตใจของคุณได้ด้วยพร้อมๆ กัน ถ้าคุณเริ่มเห็นและรู้สึกว่าคนรอบข้างของคุณรู้สึกอะไรแล้วคุณเริ่มรู้สึกเป็นห่วง แคร์ อยากช่วยเหลือ นั่นมันก็แสดงให้เห็นแล้วว่าจิตใจของคุณงดงามขึ้นกว่าเดิม

24. คุณรู้สึกอินกับงานที่คุณทำ
หลายๆ คนทำงานไปวันๆ บ้างก็ทำงานเพราะต้องการเงินเดือนประเภททำให้เสร็จๆ ไป แต่คนบางคนสนุกกับงานที่ทำ รู้สึกอินกับมัน ไม่ได้อยากทำเพราะต้องการดัง ไม่ได้ต้องการชื่อเสียงอะไร แต่ทำเพราะมันเป็นงานที่เขารักและอยากทำให้มันดีที่สุด ถ้าคุณคิดแบบนั้นได้ รู้สึกแบบนั้นได้ แสดงว่าคุณกำลังใช้ชีวิตช่วงเวลาเกือบครึ่งของชีวิตกับสิ่งที่คุณไม่ได้รู้สึกแย่ไปกับมัน แต่กลับรู้สึกว่ามันเติมเต็มการมีคุณค่าให้กับชีวิตของคุณเสียด้วยซ้ำ

25. คุณรักตัวตนที่แท้จริงของคุณเช่นเดียวกับการเปิดให้คนอื่นที่รักตัวคุณ
ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการที่คุณจะรักตัวคุณเอง อย่าลืมว่าคนเดียวที่จะอยู่กับคุณไปทั้งชีวิต ไม่ใช่พ่อแม่ ไม่ใช่แฟน แต่คือตัวคุณเอง คุณอยู่กับเขาตั้งแต่วินาทีแรกจนวินาทีสุดท้าย และเขาคือคนที่คุณควรจะรักและให้ความสำคัญมากที่สุด กล้าที่ยอมรับและรักในสิ่งที่คุณเป็น เช่นเดียวกับการเปิดให้คนอื่นได้สัมผัสตัวตนของคุณ

บทความดีๆจาก : http://www.nuttaputch.com